วอลเธอร์ แอลพี 300
ปืนแข่งขันสั้นอัดลม ล่าสุดจากเยอรมัน
รับแรงดันได้ 300 BAR

ปืนสั้นอัดลมเป็นประเภทการแข่งขันยิงปืนระบบสากลที่มีจัดแข่งแพร่หลายที่สุด ตั้งแต่ระดับซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ และโอลิมปิก (มียกเว้นในซีเกมส์ที่บรูไนครั้งเดียว ซึ่งเจ้าภาพจัดแข่งแต่ยิงเป้าบิน งดยิงปืนอื่นๆทั้งหมด)
โดยแยกประเภทเป็นปืนสั้นอัดลมชาย 60 นัด และปืนสั้นอัดลมหญิง 40 นัด สำหรับในประเทศเราก็มีการจัดแข่งตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงกีฬาแห่งชาติ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีรายการแข่งขันถึงระดับโลกอย่างนี้ ผู้ผลิตปืนย่อมต้องทุ่มเทประกวดฝีมือกันอย่างเต็มที่


ภาพเต็มตัว วอลเธอร์ แอลพี 300 ปืนแข่งระดับสูงสุด

ยุคที่ปืนอัดลม โดยเฉพาะแบบที่ใช้ยิงเป้าแข่งขัน ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว คือ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองครับ เยอรมันผู้แพ้สงครามถูกห้ามผลิตปืน เครื่องไม้ เครื่องมือในโรงงานถูกแยกยึดไปหมด ต้องหันไปเล่นปืนอัดลมกันเป็นล่ำเป็นสัน มีการ ผลักดันให้ปืนลมสั้นยาวเป็นประเภทการแข่งขันชิงชนะเลิศระดับโลกตั้งแต่ช่วงกลาง ทศวรรษ 1960 จนในที่สุดบรรจุเข้าแข่งกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกเมื่อปี 1980
ณ นครลอสแองเจลิส แทนประเภทปืนยาว 300 เมตร ที่ตัดออกไปเพราะปืนแพงกระสุนแพง นักกีฬามีน้อย และเจ้าภาพมักจำเป็นต้องจัดสนามแข่งให้ห่างไกลตัวเมือง ทำให้มีแต่นักกีฬา ผลัดกันยิงผลัดกันเชียร์ไม่กี่คน ครั้นพอเปลี่ยนมาแข่งปืนอัดลมทั้งสั้นยาวชาย-หญิง กลับได้รับความนิยมสูงมากเพราะความสะดวก ประหยัด และปลอดภัย นอกจากนี้ ยังสามารถจัดแข่งได้ในโรงยิมเนเซียมธรรมดา ทำให้มีผู้เข้าชมการแข่งขันมากขึ้น

จากความจำเป็นบังคับที่ถูกห้ามผลิตปืน เยอรมันทุ่มเทให้กับปืนอัดลมจนผงาด ขึ้นเป็นผู้นำตั้งแต่แรกเริ่ม จ้าวสนามปืนสั้นอัดลมช่วง '60 ต่อเนื่องนับสิบปีคือ
ไฟน์แวร์กบาว โมเดล 65 ซึ่งเป็นปืนสปริงง้างข้าง มีระบบแก้รีคอยล์โดยแยกส่วนห้องลูกสูบและลำกล้องออกจากโครงด้าม ติดตั้งบนแกน ให้เลื่อนถอยหลังได้เมื่อลูกสูบวิ่งไปด้านหน้า ในยุคนั้น วอลเธอร์มีแอลพี 2 (LP = Luft Pistole ปืนลมสั้น) ใช้ระบบอัดลมแบบลิ้นเดี่ยวคืออัดครั้งยิงครั้ง มีห้องอัดลมอยู่ในด้าม ซึ่งเป็นระบบที่ไม่มีรีคอยล์อย่างปืนสปริง ยิงได้นิ่มนวลมาก ไกดีเยี่ยม แต่มี จุดอ่อนที่ไม่ค่อยทนครับ วาล์วรั่วง่าย และคันอัดลมสั้นทำให้กินแรงมาก


ศูนย์หลังปรับซ้าย-ขวา สูง-ต่ำได้ อักษรกำกับเป็นแบบเยอรมัน กินต่ำหมุน T, กินสูงหมุน H และกินซ้ายหมุน L, กินขวาหมุน R ถ้าจำไม่ได้ให้คิดถึงเกลียวฝาขวด

สกรูตัวนี้ปรับความกว้างของร่อง บากศูนย์หลัง

ปืนสปริงครองแชมป์ผูกขาดอยู่จนย่างเข้าทศวรรษ 1980 ก็เริ่มสู่ยุคของปืน ก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ จากสิทธิบัตรของชาวออสเตรียสองนาย ชื่อ เซนท์เฟอร์ กับ อีเดิล ผู้คิดวิธีเติมก๊าซเข้าท่อติดปืนได้ด้วยหลักการง่ายๆ คือ ถอดท่อออกจากตัวปืน แช่ให้เย็นกว่าถังเก็บก๊าซ เมื่อต่อท่อนี้เข้ากับถังแล้วเปิดวาล์ว ก๊าซจะไหลเข้าท่อในรูป ของเหลว จากนั้นก็ปิดวาล์ว เอาท่อเติมเต็ม แล้วกลับมาติดปืน ซึ่งคุณสมบัติเฉพาะของ คาร์บอนไดอ็อกไซด์สองสถานะ (ของเหลวกับก๊าซ) ที่ผสมกันอยู่ในท่อจะทำให้แรงดัน ก๊าซคงที่ยิงได้ติดต่อกันเกือบสองร้อยนัด (น้ำหนักก๊าซ 50 กรัม) โดยความเร็วไม่ตก และที่สำคัญคือไม่มีแรงรีคอยล์กระแทกกระทั้นเหมือนปืนสปริง

ปืนก๊าซนอกจากไม่กระแทกแล้ว ยังให้สมดุลดีกว่า สามารถวางแนวลำกล้องให้ เตี้ยลงถึงระดับหลังมือ และท่อก๊าซที่อยู่ใต้ลำกล้องลงไปอีกช่วยให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำ ปืนไม่ออกอาการโคลงเคลงเหมือนปืนทรงสูง ไม่ต้องมีคันง้างหรือคันอัดลมที่รับแรงมาก มีเพียงคันขึ้นนกที่ง้างสปริงขับแท่งกระแทกเปิดวาล์วตัวเล็กๆเท่านั้น ตัวปืนใช้งานได้ ทนทานกว่า ชิ้นส่วนน้อยกว่า ผลิตง่ายกว่า และเนื่องจากเจ้าของสิทธิบัตรเลือกวิธีเก็บ ค่าธรรมเนียม ไม่ขายสิทธิบัตรให้ใครเป็นสิทธิ์ขาด จึงมีปืนแข่งยี่ห้อใหม่ๆ แจ้งเกิด มากมายในยุคของคาร์บอนไดอ็อกไซด์นี้ เช่น สไตเออร์ พาร์ดินี โมรินี เป็นต้น นอกเหนือจากเจ้าเก่า ไฟน์แวร์กบาว กับ วอลเธอร์ คู่กัดร่วมสัญชาติที่ต้องหันมาผลิตปืนก๊าซ เช่นกันเพราะความได้เปรียบเหนือระบบเดิม ดังกล่าวแล้ว


ถอดท่อเพื่อเติมลม ไม่จำเป็นต้องรอให้หมดก็เติมได้ ข้อต่อทองเหลืองให้มาสองแบบ สำหรับถัง 200 กับ 300 BAR

ในยุคของปืนใช้ก๊าซนี้ วอลเธอร์มี CP1, CPM1, CP2, CP3 ไล่กันออกมาเป็นชุด โดยกดโครงปืนให้เตี้ยลงเรื่อยๆ และสุดท้ายเปลี่ยนรูปแบบการวางท่อเก็บก๊าซ จากแนวนอนขนานลำกล้อง มาใกล้แนวตั้งเอียงขนานกับด้าม ซึ่งทำให้สมดุลของปืนดีมาก แต่ปืนก๊าซครองสนามอยู่เพียงไม่ถึงสิบปี ก็เริ่มมีกระแสต่อต้านจากนักอนุรักษ์นิยมว่า คาร์บอนไดอ็อกไซด์เป็น "ก๊าซเรือนกระจก" ทำให้โลกร้อน บรรดาผู้ผลิต ปืนจึงต้องหันมาใช้อากาศอัดแทน ซึ่งเพิ่มความยุ่งยากในส่วนของตัวปืนขึ้นเล็กน้อย เพราะอากาศที่ส่วนใหญ่เป็นไนโตรเจนอัดให้เหลวยากกว่าคาร์บอนไดอ็อกไซด์มากนะครับ เมื่ออากาศอัดคงสภาพก๊าซขณะอยู่ในท่อติดปืน ยิงแต่ละนัดความดันย่อมต้องลดลง

วิธีแก้ปัญหาด้านนี้ก็คืออัดอากาศให้แรงดันสูงมากๆ ไว้ก่อน และใช้วาล์วคุมลด แรงดันให้ป้อนเข้าห้องกักลมสำหรับยิงแต่ละนัดที่ความดันต่ำกว่า ซึ่งระบบนี้อังกฤษ เริ่มใช้ก่อนเนื่องจากกฎหมายอังกฤษถือว่า ปืนก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ เป็น "อาวุธปืน" ต้องมีใบอนุญาตยุ่งยากกว่าปืนใช้อากาศอัด การเติมลมเข้าท่อใช้ถังดำน้ำ (SCUBA tank) ที่ความดันประมาณ 200 BAR (3000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) และวาล์วในปืนจะลด ความดันนี้ลงมาในระดับ 70 ถึง 100 BAR (1,050-1,500 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) แล้วแต่ว่าจะต้องการให้ปืนยิงแรงขนาดไหนครับ


ด้ามขนาด S กับมือผู้รายงาน แผ่นรองสันมือเสมอปลายด้ามพอดี

สำหรับวอลเธอร์ล่าสุดกระบอกนี้ ชื่อรุ่น LP 300 มาจากท่อเก็บลมแข็งแรงพิเศษ รับแรงดันได้ถึง 300 BAR หรือประมาณ 4,500 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว โดย มีวาล์วภายในปรับแต่งไว้ให้ลดความดันลงมาที่ 70 BAR ซึ่งต่ำกว่าความดันก๊าซ คาร์บอนไดอ็อกไซด์เล็กน้อย ทำให้กลไกในส่วนของตัวกระแทกเปิดวาล์วขับกระสุนยัง ใช้ของเดิมได้ไม่ต้องปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด และปืนจะยิงได้ความเร็วสม่ำเสมอจนกว่า ความดันในท่อเก็บจะต่ำกว่า 70 BAR ก็จะเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ

จุดที่สองที่เป็นพัฒนาการล่าสุดคือ รีคอยล์ แอ็บซอร์เบอร์ (Recoil Absorber) หรือระบบขจัดรีคอยล์ ซึ่งจริงๆแล้ว ไฟน์แวร์กบาวเริ่มใช้ก่อนใครในปืนยาวโมเดล 602 และปืนสั้น P34 แม้ว่าปืนก๊าซหรือปืนอากาศอัดจะมีรีคอยล์น้อยมาก แต่ก็ยังพอสังเกตได้ว่า ลำกล้องกระดกเล็กน้อยเมื่อปืนลั่นเพราะมีน้ำหนักของหัวกระสุนวิ่งไปข้างหน้า หลักการขจัดรีคอยล์คือ มีก้อนน้ำหนักวิ่งย้อนมาด้านหลังในจังหวะที่ปืนลั่น เพื่อหักล้างกับโมเมนตัมของหัวกระสุน ตัวปืนจะนิ่งสนิท น้ำหนักตัวนี้ วอลเธอร์ใส่ไว้ใน ก้านป้อนกระสุนครับ ปกติก้านตัวนี้เป็นแท่งเหล็กตัน เจาะรูด้านหน้ารับอากาศจาก ห้องพักด้านล่างส่งไปยังท้ายกระสุนในลำกล้อง เมื่อติดตั้งระบบแอ็บซอร์เบอร์ก็เพียงเจาะรู เพิ่มกลางก้านป้อนกระสุนในแนวยาว ให้อากาศอัดที่ดันท้ายกระสุนนั้นส่วนหนึ่งวิ่งมา ด้านหลังดันแท่งน้ำหนักให้ยื่นออกจากหลอด และมีสปริงดีดกลับเข้าที่เอง ถ้าจะทดสอบ การทำงานต้องถอดด้ามออกครับ ง้างนก แต่ไม่บรรจุกระสุน ใช้ผ้าจับปลายลำกล้องไว้ ชี้ปลายลำกล้องลง เอาดินสอใส่ที่ใต้ศูนย์หลัง (ภาพ 29) เมื่อลั่นไก แท่งแอ็บซอร์เบอร์ จะดีดดินสอพุ่งขึ้นมาครับ


มือผู้รายงานอีกด้านหนึ่ง

แม้ว่าวอลเธอร์จะเน้นด้านเทคนิคมาก สำหรับปืนรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ แต่จุดเด่นจริงๆ ในความเห็นของผมคือด้ามปืนครับ ด้ามปืนแข่งขันมีความสำคัญมาก คือนักกีฬาต้อง จับได้ตำแหน่งเดิมทุกครั้ง และเมื่อปรับแต่งเหมาะสมดีแล้ว ยกปืนขึ้นถึงระดับตาต้อง เห็นศูนย์หน้าอยู่ในร่องบากศูนย์หลังพอดี ด้ามที่จับถนัดดีแต่แนวลำกล้องชี้ไม่ตรงศูนย์ เบียดซ้ายเบียดขวา ถ้าใช้ยิงก็เหมือนกับฝืนข้อมือทุกนัด เผลอเมื่อไรเป็นหลุดวงดำทันที ด้ามปืนแข่งทั่วไปจะปรับแผ่นรองสันมือให้กระชับได้ บางรุ่นเพิ่มการปรับมุมด้าม คือ โยกแนวลำกล้องสูง-ต่ำได้ ที่ปรับได้มากที่สุด คือ สไตเออร์ โดยปรับเอียงซ้าย-ขวา
หน้า-หลังได้ทุกทิศทาง แต่ต้องถอดด้ามออกจากตัวปืนแล้วปรับสกรูยันสี่ตัว กว่าจะได้ที่ เหนื่อยครับ หลายๆท่านใช้วิธีตะไบเนื้อไม้ง่ายกว่า แต่สำหรับวอลเธอร์กระบอกนี้ คลาย สกรูล็อกด้ามเพียงตัวเดียว สามารถปรับด้ามได้ทุกทิศทาง ขยับนิดๆ หน่อยๆจนได้ที่ ล็อกสกรูตัวนี้เพียงตัวเดียวเสร็จ

ขั้นตอนการปรับแต่ง ผมขอแนะนำอย่างนี้นะครับ เมื่อได้ปืนมาทดลองพาดปืน ยิงดูกลุ่มสักสามนัด ปรับศูนย์ให้เข้ากลางเป้า ประมาณสี่คลิกต่อหนึ่งวงคะแนนครับ วิธี ปรับศูนย์ปืนเยอรมันทั่วไป ให้คิดถึงการเปิดขวด/ปิดขวด เปิดขวดกลุ่มจะเลื่อนสูงขึ้น และเมื่อปุ่มปรับซ้าย-ขวาอยู่ด้านขวา เปิดขวดกลุ่มจะเลื่อนไปทางขวาครับ ปรับศูนย์ได้ที่ แล้วค่อยปรับตัวรองสันมือให้กระชับ จากนั้นปรับมุมด้ามโดยยืนในท่ายิง จับด้ามปืนให้ถนัด หลับตา ยกปืนขึ้นชี้ไปทางเป้า เมื่อลืมตาต้องเห็นศูนย์หน้าอยู่ในช่องศูนย์หลังครับ ถ้าเบียดซ้ายก็คลายสกรูล็อกด้าม ขยับแนวลำกล้องมาขวา หรือถ้าเบียดขวาก็ขยับ ลำกล้องไปซ้ายครับ ด้านสูงต่ำก็ปรับเช่นเดียวกัน จนเมื่อยกปืนตามสบายแล้ว ชี้เป้า ลืมตาปุ๊บต้องเห็นศูนย์หน้าอยู่ในช่องบาก ศูนย์หลังพอดี ปรับขนาดร่องบากและขนาด ศูนย์หน้าตามใจชอบ

ปรับด้ามได้ที่แล้วปรับตำแหน่งไกครับ เลื่อนตัวไกขึ้นลง หน้าหลัง พลิกเอียง ให้นิ้วชี้ วางตามสบายแล้วอยู่เต็มหน้าไก ขอบด้านขวาของหน้าไก (ยิงด้วยมือขวา) อยู่ประมาณ ข้อพับแรกของนิ้วชี้พอดี จัดตำแหน่งท่ายืนโดยทดลองหลับตายกปืนอีกครั้ง
ศูนย์หน้า- หลังที่เราปรับด้ามไว้ดีแล้วนั้น เมื่อยกปืนขึ้น ตามสบายลืมตาขึ้นมาต้องชี้ตรงเป้าครับ ถ้าไม่ตรงก็ขยับเท้า หันซ้าย-ขวาจนกว่าจะตรง ยิงทดสอบศูนย์ดูกลุ่ม 10 นัดค่อยปรับศูนย์อีกครั้งถ้ากลุ่มไม่อยู่กลางเป้านะครับ


กลุ่มพาดยิง เป้าละห้านัด

วอลเธอร์ LP 300 ปรับแต่งได้ทุกจุด เหมือนปืนแข่งชั้นดีทั้งหลาย เฉพาะไก อย่างเดียวมีสกรูให้ปรับได้ 7 ตัวครับ ถ้าจากโรงงานไม่เป็นที่พอใจ ก็ปรับได้ โดยง้างนก ผลักห้ามไกไปทางขวา เริ่มจากปรับเซียร์ (f) หมุนเข้าจนปืนลั่น คลายออก 1/4 รอบ จากนั้นปรับสกรูหยุดไก (e) ขึ้น ลำหมุนเข้าจนเหนี่ยวไกไม่ลั่น ค่อยๆคลายออกจนลั่นพอดี ปรับระยะเหนี่ยวนำ (c) สั้นยาวตามชอบ ปรับน้ำหนักช่วงลาก (d) ซึ่งจะมีผลต่อน้ำหนักไกรวมด้วย ปกติจะตั้งไว้ประมาณ 400-450 กรัมครับ จากนั้น ปรับน้ำหนักไกจังหวะลั่น (b) ให้รวมแล้วเกิน 500 กรัมตามกติกา เรียบร้อยแล้วจึงปรับ ตำแหน่งไก (a, g) และถ้าตรวจอาวุธก่อนการแข่งขัน น้ำหนักไกไม่ผ่าน
ก็ปรับสกรู d หรือ b ตัวใดตัวหนึ่ง หมุนเข้าไกหนักขึ้นครับ

จากการยิงทดสอบ เรื่องความแม่นยำไม่เป็นปัญหาครับ พาดยิงทำกลุ่มเต็มร้อยได้แน่นอน ยืนยิงเมื่อปรับด้ามปรับหน้าไก แล้วยิงง่ายให้ความรู้สึกดีมาก ถ้าผมซื้อมาใช้ อาจจะแต่งร่องนิ้วด้านหน้าเล็กน้อย คือปุ่มที่แบ่งนิ้วนางกับนิ้วก้อยนั้น แหลมไปหน่อยครับ เป็นจุดเดียวที่คิดว่าจะแต่ง อย่างอื่นไม่มีที่ติ สามารถซื้อวันนี้ รุ่งขึ้นลงแข่งได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาแต่งด้าม

สำหรับท่านที่มีใจรักกีฬายิงปืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยิงแบบประณีตบรรจง ปืนสั้นอัดลมแข่งขันสมควรเป็นปืนที่มีไว้ในครอบครองกระบอกแรกครับ ใช้ซ้อมยิงได้ทุกวัน และถ้ายิงแล้วคะแนนดีถึงขั้นก็ใช้แข่งเอาจริงได้ถึงระดับทีมชาติกันเลย ในช่วงที่ปืนเยอรมันแพงขึ้นๆ ก็มีผลให้นักกีฬาประเภทนี้หายากขึ้นบ้าง
แต่ขณะนี้ บริษัท หลุยส์ฯ ตัวแทนเพิ่งแต่งตั้งใหม่ของวอลเธอร์ ทุ่มเทหวังพลิกฟื้นความนิยมของกีฬายิงปืนประเภทนี้อีกครับ ราคาปืนแข่งระดับโลกกระบอกนี้ เพียงครึ่งเดียวของปืนพก 1911
ที่ใช้แข่ง "ปั้นเอ๊กซ์" ปืนสั้นชาวบ้านครับ
ห้างฯ สิงห์ทองไฟร์อาร์ม ตั้งราคาขายหกหมื่นกลางๆ เท่านั้น

 

 

 

นิตยสารอาวุธปืน ฉบับที่ 328 กุมภาพันธ์ 2545 มีวางจำหน่ายตามแผงหนังสือทั่วประเทศ

Copyright ©2000 www.gunsandgames.com Powered by eighteggs.com