ชิปมังก์ .22LR
ปืนลูกกรดสำหรับฝึกลูกหลานยิงปืน

ปืนลูกกรดจัดเป็นปืนที่มีอานุภาพต่ำที่สุดในหมู่ของปืนที่ใช้ดินส่งกระสุนเป็นแรงขับดันด้วยกัน ปืนลูกกรดจึงมักจะถูกนำมาใช้เป็นปืนสำหรับฝึกยิงปืนให้กับผู้ที่ไม่เคยยิงปืนมาก่อน เนื่องจากโดยธรรมชาติของคนเรานั้นจะกลัวเสียงดังและแรงถีบของปืน ถ้าเราเอาปืนชนวนกลางมาใช้ฝึกเป็นกระบอกแรก กว่าจะคุ้นเคยกับการยิงปืน ก็คงจะใช้กระสุนและสิ้นเปลืองเวลาไปเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นแล้วหากพลาดพลั้งจนเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ปืนลูกกรดก็จะทำความเสียหายน้อยกว่ากระสุนขนาดใหญ่

ภาพเต็มทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ของชิปมังก์ .22LR

กระสุนลูกกรดหรือที่เรียกแบบสากลว่าเป็นกระสุนชนวนริม (Rimfire Cartridge) เป็นกระสุนที่มีใช้กันมาตั้งสมัยที่เริ่มทำกระสุนปืนแบบปลอกโลหะขึ้นมาใหม่ๆ และหลังจากที่กระสุนปืนลูกกรดได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว กระสุนชนวนริมก็ได้มีการพัฒนาใช้หัวกระสุนโตขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงขนาด .44, .50 จนกระทั่งถึง .58 แต่แล้วกระสุนหน้าตัดใหญ่ ก็พากันสูญพันธุ์ไปจนหมด เหลือแต่กระสุนลูกกรดกับลูกกรดแม็กนั่มในปัจจุบันนี้


ปากลำกล้องดูเหมือนปืนเด็กเล่น ศูนย์หน้ามีฐานศูนย์ แต่ไม่มีครอบศูนย์

ระบุว่าใช้กระสุนลูกกรดได้ทั้ง 3 แบบ ดูการเข้าไม้รางปืน ทำได้ประณีตทีเดียว

กระสุนลูกกรดแบบแรกที่คิดอ่านทำใช้กันก็คือกระสุนแบบ BB ซึ่งเป็นกระสุนที่นิยมใช้ในการยิงเป้าภายในบ้าน เนื่องจากใช้หัวกระสุนหนัก 15-20 เกรน และทำความเร็วประมาณ 750 ฟุต/วินาที กระสุน BB ใช้ปลอกกระสุนสั้นกว่าลูกชอร์ตประมาณครึ่งหนึ่ง ในระยะแรกกระสุน BB จะใช้หัวกระสุนทรงกลมเหมือนเม็ดกระสุนของปืนลูกซอง และใช้การขับดันด้วยแรงระเบิดของชนวนท้ายปลอกแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีดินส่งกระสุน แต่ในระยะหลังก็มีการพัฒนาให้มีอำนาจการยิงรุนแรงขึ้นพอที่จะใช้ยิงกำจัดสัตว์เล็กๆ ภายในบ้านที่ตัวโตขนาดหนูได้ ในปัจจุบันกระสุน BB ยังคงเหลือในแคตตาล็อกของโรงงานกระสุนในยุโรปเพียงบางโรงงาน แถมยังจัดเป็นกระสุนที่จะผลิตให้ต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อในจำนวนที่มากพอเท่านั้น ส่วนในสหรัฐอเมริกาไม่มีการผลิตกระสุน BB ประเภท "ของแท้" ขึ้นอีกแล้ว แต่ถ้าจะใช้ของเทียมก็ยังพอมีที่ทางโรงงาน CCI ผลิตขึ้นมาโดยใช้ปลอกกระสุนของลูกชอร์ต หรือลูก LR โดยโหลดให้อ่อนลงมาพอๆกับลูก BB ของเดิม

พานท้ายสวยเป็นไม้วอลนัทแท้ ประณีตดูมีราคากว่า ปืนลูกกรดส่วนใหญ่เสียอีก โลโก้เป็นรูปตัวกระรอก ชิปมังก์ถือปืน สกรู 2 ตัวที่เห็น สำหรับปิดรูสกรูติดฐานกล้อง แท่นศูนย์หลังขนาดใหญ่ แข็งแรง

กระสุนลูกกรดที่แรงขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่งคือ กระสุน CB ซึ่งทำความเร็วได้พอๆ กับกระสุน BB แต่ใช้หัวกระสุนหนักขึ้นมาเป็น 29 เกรนหนักเท่ากับหัวกระสุนของลูกชอร์ต กระสุน CB ใช้ปลอกกระสุนยาวกว่าลูก BB แต่ยังสั้นกว่าลูกชอร์ต กระสุนแบบนี้ถือได้ว่า สูญพันธุ์ไปแล้วตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ในปัจจุบันยังคงมีเฉพาะ CCI เท่านั้น ที่ยังผลิตกระสุนที่มีอานุภาพในระดับเดียวกับกระสุน CB ของเดิม แต่ต้องใช้ปลอกของลูกชอร์ต หรือลูก LR มาใช้เช่นเดียวกับกระสุนแบบ BB สำหรับลูกกรดแบบที่ถือได้ว่าเป็นกระสุนที่ประสพความสำเร็จอย่างสูงได้แก่ กระสุนลูกกรดแบบที่เรียกว่า "ลูกชอร์ต" ซึ่งในปัจจุบันได้ขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง ว่าเป็นกระสุนแบบที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดากระสุนปืนที่ยังคงอยู่ในสายการผลิต มาตรฐานลูกกรด ชอร์ตเริ่มผลิตขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1857 ซึ่งเป็นยุคที่ยังคงใช้ดินดำกันอยู่ โดยในยุคแรกก็ใช้หัวกระสุน 29 เกรนแบบเดียวกับในปัจจุบันนี้ละครับ ความเร็วกระสุนก็เท่ากับในสมัยนี้ต่างกันอยู่ที่ในยุคแรกๆ นั้น เขาใช้ลูกชอร์ตสำหรับการล่าสัตว์เล็ก หรือไม่ก็เอามาใช้กับปืนพกขนาดจิ๋วเพื่อการป้องกันตัว แต่ในสมัยนี้เรายังคงใช้ลูกชอร์ตเฉพาะในการแข่งแบบปืนสั้นยิงเร็วเท่านั้นเอง

โกร่งไกขนาดเล็ก กำลังเหมาะสำหรับมือน้อยๆ ของลูกหลาน

ชิปมังก์ เป็นปืนที่ไม่มีซองกระสุน ใช้บรรจุเข้ารังเพลิง กันทีละนัด

อันนี้คือ แท่งขัดกลอน แท่งใหญ่เบ้อเริ่ม

ส่วนลูกกรดแบบลูกลองนั้นมีหนังสืออยู่หลายเล่มที่เขียนว่าลูกลองเป็นลูกผสม จากการนำเอาปลอกกระสุนของลูก LR มาใส่หัวกระสุนของลูกชอร์ต ทำให้เรามักจะคิดกันไปว่าลูกลองเกิดทีหลังลูกลองไรเฟิล แต่เมื่อตรวจสอบกันจริงๆ ก็พบว่าลูกกรดแบบลูกลองนั้นเกิดขึ้นมาก่อนลูกแบบ LR หรือลองไรเฟิลถึง 16 ปี เนื่องจากกระสุนลูกกรดแบบลูกลองนั้นมีรายการตีพิมพ์อยู่ในแคตตาล็อกของบริษัท Great Western Gun Works มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1871 โดยระบุว่าเป็นกระสุนที่ใช้หัว 29 เกรน โหลดด้วยดินดำ 5 เกรน ส่วนกระสุนลูกกรด LR เพิ่งจะมาปรากฏตัวครั้งแรกเอาในปี ค.ศ. 1887 โดยประวัติของกระสุนชนิดนี้ระบุว่าเป็นฝีมือการพัฒนาของโรงงาน J.Stewens Arms & Tool และผลิตโดยโรงงานปีเตอร์ ซึ่งเป็นเครือเดียวกับเรมิงตันในทุกวันนี้ละครับ ดังนั้นจริงๆแล้วกระสุนลูกกรดแบบลูกลองจึงเป็นกระสุนเกิดก่อนลูกกรดลองไรเฟิล คือเกิดขึ้นมาจากการเอาลูกชอร์ตมายืดปลอกให้ยาวขึ้น ส่วนลูกลองไรเฟิล หรือลูก LR นั้นก็คงต้องถือว่าเป็นกระสุนใหม่อีกแบบหนึ่ง ที่เกิดจากการนำเอาลูกลองของเดิมมาใส่หัวกระสุนให้หนักขึ้นเป็น 40 เกรน และหลังจากลูกLR ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว ก็ได้รับความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายไปทุกมุมโลกมาจนถึงทุกวันนี้

บรรจุกระสุนเข้าไปแล้ว จะมองเห็นพานท้ายกระสุนได้จากช่องนี้   แต่การยิงเราจะต้องดึงปุ่มนี้ เพื่อขึ้นนกอีกทีหนึ่ง

สำหรับกระสุนปืนลูกกรดที่มีหน้าตัดเล็กที่สุดก็คือกระสุน 5 มม. เรมิงตัน ริมไฟร์ แม็กนั่ม ซึ่งเป็นกระสุนที่นำเอาปลอกกระสุน ของ .22 แม็กนั่มมารีดคอลงใช้หัวกระสุน 5 มม. หนักเพียง 38 เกรน แต่ทำความเร็วได้ถึง 2,100 ฟุต/วินาที กระสุนชนิดนี้อายุสั้นเอามากๆ และมีปืนที่ทำมาใช้กับกระสุนแบบนี้เพียงไม่กี่แบบ ดูเหมือนจะเป็นของเรมิงตันอยู่เพียงหนึ่งหรือสองรุ่น กับ TC ซึ่งทำลำกล้องออกมารองรับเท่านั้น ส่วนกระสุนชนวนริมที่โตที่สุดเท่าที่มีหลักฐานอยู่ก็คือ กระสุนขนาด .58 Miller เกิดมาในปี ค.ศ. 1867 ซึ่งช่วงนั้นเป็นยุคเชื่อมต่อระหว่างปืน ประจุปากกับปืนบรรจุจากท้ายลำกล้อง กระสุนแบบนี้ผลิตออกมาขายคู่กับชุดดัดแปลง ปืนประจุปากในสมัยสงครามกลางเมืองของอเมริกา ให้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นปืนที่บรรจุจากท้ายลำกล้อง กระสุน .58 มิลเลอร์ใช้หัวกระสุน 500 เกรน วิ่งด้วยความเร็ว 1,150 ฟุต/วินาที กระสุนหัวโตๆ แต่วิ่งช้าขนาดนี้คนถูกยิงอาจจะมีสิทธิหลบทันนะครับ

ดึงขึ้นนกแล้วจะถอยหลังมาขนาดนี้ ถ้ายิงแล้วกระสุนด้าน จะยิงซ้ำก็ดึงปุ่มขึ้นมาอีกกี่ครั้งก็ได้ แต่เมื่อขึ้นนกแล้วจะเปิดลูกเลื่อนไม่ได้ ส่วนการลดนกก็ให้หันปืนไปในทิศทาง ที่ปลอดภัยจับปุ่มไว้ให้แน่น แล้วเหนี่ยวไกค่อยๆ ผ่อนปุ่มลงไป   ถอดลูกเลื่อนเหมือนกับซีแซด คือเหนี่ยวไกแล้วดึงลูกเลื่อนออกมา

กลับมาเข้าเรื่องปืนลูกกรดสำหรับฝึกเด็กๆกันต่อ การที่เรานำเอาปืนลูกกรดยาวที่ออกแบบสำหรับผู้ใหญ่มาให้เด็กสิบขวบยิง จะพบว่าตัวปืนมีพานท้ายยาวเกินไป เด็กประทับปืนไม่ถนัด แล้วถ้าเราเอาปืนมาตัดพานท้ายออกไปให้พอเหมาะกับช่วงแขนของเด็ก ก็คงใช้ไปได้สัก 3-4 ปีพอลูกโตขึ้นมา ปืนกระบอกนั้นก็จะเสียไปเปล่าๆ เพราะสั้นไป ยิงไม่ถนัด จะขายต่อก็ไม่ได้ราคาเพราะถูกมองว่าเป็นปืนชำรุดผิดรูปร่างไปเสียอีก ดังนั้น ถ้าเราหาซื้อปืนลูกกรดระดับเด็กๆมาใช้เสียเลยจะดีกว่า ยังไงๆ ถ้าลูกเขาเกิดไม่อยากที่จะเก็บเอาไว้เป็นอนุสรณ์ให้กับตัวเอง ก็ยังพอจะขายต่อเปลี่ยนมือได้สะดวก

หน้าลูกเลื่อนมีเฉพาะเข็มแทงชนวน กับขอรั้งปลอก แต่ไม่มีตัวเตะปลอกกระสุน เพราะใช้เข็มแทงชนวน เป็นตัวเตะปลอกในตัว นี่ไงครับเมื่อดึงลูกเลื่อนมายังไม่สุด เข็มแทงชนวนก็ยังถอยอยู่ในลูกเลื่อน

ชิปมังก์เป็นปืนลูกกรดที่ทำออกมาสำหรับให้เด็กๆ ใช้โดยเฉพาะ ตัวปืนมีขนาดเล็ก สั้นกะทัดรัด ทำงานด้วยระบบลูกเลื่อน ไม่มีซองกระสุนคือเจตนาให้บรรจุกระสุนกันทีละนัดเพื่อความปลอดภัย และเมื่อปิดลูกเลื่อนเข้าไปแล้ว ปืนก็ยังไม่ได้ขึ้นเข็มแทงชนวนให้เหมือนกับปืนลูกกรดของผู้ใหญ่ที่เราใช้กันอยู่ ผู้ยิงจะต้องดึงปุ่มท้ายเข็มแทงชนวน เพื่อขึ้นนกอีกครั้งหนึ่งถึงจะยิงออกไปได้ เรียกว่าทำปืนออกมาเน้นในเรื่องความปลอดภัยกันจริงๆ

ชิปมังก์ทำออกมาด้วยกันหลายรุ่น มีทั้งที่ใช้กระสุนลูกกรดแม็กนั่มและลูกกรดธรรมดา สำหรับชิปมังก์กระบอกที่เรานำมาทดสอบนี้เป็นรุ่นที่ใช้กระสุนลูกกรด LR ซึ่งใช้ลูกชอร์ตกับลูกลองได้ด้วย ปืนกระบอกที่เราได้รับมาทดสอบในฉบับนี้จัดว่าผลิตด้วยฝีมือ ประณีตและใช้วัสดุอยู่ในขั้นดี สต๊อกเป็นไม้วอลนัทแท้ การรมดำตัวปืนเข้าขั้นมาตรฐานระบบลูกเลื่อนแข็งแรงปลอดภัยเชื่อถือได้ แต่ที่ต่างจากปืนอื่นๆก็คือการเปิดและปิดลูกเลื่อน ปืนจะไม่ขึ้นเข็มแทงชนวนให้ คือในปืนลูกเลื่อนทั่วไปเวลาที่เราเปิดก้านลูกเลื่อนขึ้นมา ท้ายลูกเลื่อนจะมีพื้นลาดที่จะช่วยดันเข็มแทงชนวนถอยหลังมาค้างอยู่กับแง่ที่ตัวลูกเลื่อน แล้วเมื่อเราปิดก้านลูกเลื่อนแง่ที่กั้นเข็มแทงชนวนหมุนตัวหลบตามไปด้วยกัน ทำให้เข็มแทงชนวนเดินหน้าได้หน่อยหนึ่ง แล้วมาค้างอยู่กับเซียร์แทน แล้วพอเราเหนี่ยวไก เซียร์ก็จะลดตัวหลบลงไปปล่อยให้เข็มแทงชนวนพุ่งไปข้างหน้า เพื่อทำหน้าที่ลั่นกระสุนออกไป


แต่พอสุดทาง ก็จะไม่โผล่ออกมาแบบนี้
กระสุนลูกกรด นัดยาวที่สุดคือ แอลอาร์ ซึ่งหาได้ทั่วๆไป ส่วนนัดที่สั้นที่สุดเรียกว่า .22 ชอร์ต ซึ่งตอนนี้เริ่มหาดูได้ยาก แถมยังราคาแพงกว่า .22LR สองสามเท่าตัว ส่วนนัดกลางคือ .22 ลอง ตอนนี้เรียกได้ว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว .22 ลอง จะใช้ปลอกของ .22LR มาใส่หัวของลูกชอร์ต

ในปืนชิปมังก์การเปิดปิดลูกเลื่อนจะไม่มีผลกับเข็มแทงชนวน เวลาจะยิงเราต้องขึ้นเข็มแทงชนวนโดยการดึงท้ายเข็มฯ ซึ่งทำเป็นปุ่มโตๆ เอาไว้ให้ดึงได้สะดวกพอสมควร การที่ทางโรงงานออกแบบปืนมาให้ทำงานแบบนี้ ก็คงจะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เนื่องจากปืนชิปมังก์เป็นปืนที่ผลิตขึ้นมาเจตนาให้เป็นปืนที่เด็กๆใช้อยู่แล้ว ระบบเข็มแทงชนวนของชิปมังก์เขาก็ซ่อนของดีเอาไว้ข้างในอีกด้วยนะครับ คือ เข็มแทงชนวนของปืนแบบนี้จะทำงานด้วย แรงเฉื่อยเหมือนกับปืน 11 มม. คือเวลาที่ยังไม่ได้ขึ้นเข็มแทงชนวน เข็มฯจะซ่อนอยู่ภายในลูกเลื่อน ต่อเมื่อเราขึ้นเข็มฯแล้ว เหนี่ยวไกเข็มฯจึงจะพุ่งออกไปจุดระเบิด พอเสร็จหน้าที่เข็มฯ ก็ถอยกลับเข้ามาอยู่ในลูกเลื่อนเหมือนเดิม ระบบนี้มีข้อดีที่จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุเวลาที่ปืนตก หรือมีอะไรไปกระแทกส่วนท้ายของเข็มแทงชนวน

เป็นไงครับ ผู้ใหญ่น้ำหนัก 90 กก. ถือปืนของเด็ก 10 ขวบ เอามาพาดโต๊ะยิงที่ระยะ 25 เมตร ยิงไปวัดความเร็วไปด้วยดีกว่า เป้าซ้ายเป็นของอาจารย์วีระ ส่วนเป้าขวาที่มีกระสุนอยู่ 2 กลุ่ม เป็นของผมเอง (พ.ท.สุพินท์)

ระบบศูนย์ของชิปมังก์ใช้ศูนย์รู เนื่องจากใช้ลำกล้องสั้นมาก ถ้าเอาศูนย์บากไปติดไว้ที่โคนลำกล้องก็คงจะดูชอบกลอยู่ ศูนย์รูของชิปมังก์สามารถปรับได้อย่างเต็มที่ สำหรับการเล็งศูนย์รูนั้นก็คงมีหลักการเหมือนกับศูนย์บากก็คือ ให้ยอดศูนย์หน้าทาบอยู่ตรงกับจุดที่จะยิง แล้วถ้าเป็นศูนย์บากเราก็ต้องจัดให้ศูนย์หน้าอยู่กลางร่องบาก โดยให้ยอดของศูนย์หน้าเสมอกับขอบบนศูนย์หลัง แต่พอมาเป็นศูนย์รูก็เปลี่ยนเป็นให้ยอดศูนย์หน้ามาอยู่ตรงกลางรูแทนเท่านั้นเอง เทคนิคการใช้ศูนย์รูเพื่อการยิงป้องกันตัวนั้นเขาบอก ว่าไม่ต้องไปพะวงกับการพยายามจัดศูนย์หน้าให้อยู่ตรงกลางรู เนื่องจากสัญชาตญาณของคนเรา จะจัดศูนย์หน้าให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ศูนย์หน้าทาบเป้าเมื่อไหร่ก็ลั่นไกได้เลย ชิปมังก์ยังติดศูนย์กล้องได้อีกด้วย แต่ทางโรงงานไม่ได้เซาะรางสำหรับติดกล้องมาให้เหมือนกับปืนลูกกรดทั่วไป โดยทางโรงงานผู้ผลิตได้เจาะรูทำเกลียวไว้ให้ที่โครงปืนเหมือนกับปืนไรเฟิลขนาดใหญ่ ดังนั้นการติดศูนย์กล้องเราก็คงจะต้องทำเหมือนกับปืนไรเฟิล ก็คือติดฐานกล้องลงไปก่อนแล้วถึงจะติดแหวนรัดกล้องลงไปบนเบสอีกทีหนึ่ง

คุณหมอจันทร์ เอามายิงแทนปืนสั้นยิงช้าเสียเลย

อวป. นำชิปมังก์ไปยิงทดสอบที่สนามยิงปืนราชนาวีที่บางนากันเหมือนเช่นเคย ในวันนั้นเราเตรียมกระสุนไปด้วย 3 แบบ มีทั้งกระสุน LR, ลูกลอง แล้วก็ลูกชอร์ต ตามปกติแล้วปืนที่คว้านรังเพลิงมาสำหรับลูก LR มักจะยิงลูกชอร์ตไม่ค่อยได้ผล แต่ปืนกระบอกนี้แปลกดีเหมือนกันที่ยิงลูกชอร์ตทำความเร็วได้สม่ำเสมอกันดี แถมยังทำกลุ่มกระสุนของลูกชอร์ตได้ดีกว่าลูก LR เสียอีก ซึ่งอาจจะมาจากคุณภาพของกระสุนก็เป็นได้เพราะเราใช้ กระสุนของปืนสั้นยิงเร็วซึ่งมีราคาพอๆกับกระสุน 9 มม. แบบลูกซ้อมเลยทีเดียว แต่ที่ผิดหวังก็คือลูกลองครับ เพราะเท่าที่ดูจากสเป็กแล้วลูกลองน่าจะทำความเร็วได้พอๆกับลูกลองไรเฟิล แต่พอยิงวัดความเร็วดูจริงๆ ก็ปรากฏว่าความเร็วต่ำกว่าลูกชอร์ตเสียอีก แต่อันนี้คงไม่เกี่ยวกับปืนหรอกครับ อาจจะมาจากกระสุนที่ผมเก็บไว้นานมากแล้วก็เป็นได้.

ผู้ส่งทดสอบ ชิปมังก์ .22LR : จาก ห้างฯ ปืนเทเวศร์
โทร.
222-7537, 226-4799, 623-7061

โปรดอ่านต่อใน นิตยสารอาวุธปืน ฉบับที่ 312 ตุลาคม 2543 มีวางจำหน่ายตามแผงหนังสือทั่วประเทศ

Copyright ©2000 www.gunsandgames.com Powered by eighteggs.com